สตีฟ จ็อบส์ ตายแล้วไปไหน>>> อุตริมนุษยธรรม หรือ หลักธรรมขั้นสูง

ห้ามอวดอุตริมนุษยธรรม คือ สิกขาบทที่มิให้ภิกษุแสดงอิทธิปาฏิหาริย์แก่ชาวบ้าน ภิกษุใดแสดงภิกษุนั้นมีความผิด ต้องอาบัติทุกกฎ   (พุทธวจน)

ระบบการประเมินความถูกต้องเกี่ยวกับข้อพิพาทในทางพระพุทธศาสนา สิ่งเดียวที่ใช้เป็นข้อตัดสินคือ พุทธวจน  คือการตรวจสอบแบบเดียวที่ สมณะโคดมให้การรับรอง ซึ่ง ณ นาทีนี้ คงไม่มีกระแสข่าวทางพระพุทธศาสนาข่าวไหนจะโด่งดังไปกว่า การที่วัดธรรมกายเผยแพร่บทความ “สตีฟ จ็อปส์” ตายแล้วไปไหน  ซึ่งมีการวิพากย์วิจารย์ไปทั่วหัวระแหง  ซึ่งผมขออนุญาติหยิบยกขอมูลดังกล่าวมาให้ทุกท่นได้อ่านโดยคร่าว

บทความ สตีป จ๊อบส์ตายแล้วไปไหน? เจ้าอาวาสวัดธรรมกาย พระเทพญาณมหามุนี หรือ พระธัมมชัยโย บอกว่าเป็นการตอบคำถามของ นายโทนี่ ซวง วิศวกรของบริษัท แอปเปิ้ล ที่ถามว่า สตีฟ จ๊อบส์ ตายแล้วไปไหน ตอนนี้ สตีฟ เป็นอย่างไร ซึ่งรายละเอียดของคำตอบได้บอกไว้ว่า สตีฟ จ๊อบส์ แม้จะตายไปแล้วแต่ยังมีความเป็นห่วงและเป็นกังวลเรื่องต่าง ๆ รวมถึงยังมีความรู้สึกที่กังวลว่าบริษัทที่ได้ทุ่มเทสร้างมาจะมีอนาคตต่อไปเป็นอย่างไร และตอนนี้ สตีฟ จ๊อบส์ ได้บังเกิดใหม่ เทพบุตรภุมมะเทวระดับกลางสายวิทยาธรกึ่งยักษ์

นอกจากนี้ บทความดังกล่าวยังระบุถึงที่อยู่ใหม่ของ สตีฟ จ๊อบส์ ว่าเป็น วิมานหรือที่เรียบง่ายขนาดปานกลาง ที่สูงประมาณตึก 6 ชั้น ซึ่งตัววิมานจะประกอบด้วยโลหะสีเงินสีขาวและแก้วผลึกขนาดใหญ่ที่มีขอบเขตกว้างขวาง และอยู่ไม่ไกลจากที่ทำงานเดิมในสมัยที่ตัวเขายังเป็นมนุษย์ ซึ่งโดยรอบวิมานของท่านเทพบุตรใหม่จะมีวิมาน ของเหล่าภุมมะเทวาที่มีความชอบคล้ายๆ กันอยู่หลายวิมาน นอกจากนี้ ท่านเทพบุตรใหม่ยังมีบริวารอันเป็นทิพย์ที่คอยรับใช้ดูแลอยู่ประมาณ 20 ตน ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เกิดจากผลแห่งบุญที่ตัวเขาได้เคยทำบุญแบบสงเคราะห์โลกเอาไว้ในสมัยที่ตัวเขายังเป็นมนุษย์ เช่น บริจาคทั้งเงิน สิ่งของ ความรู้ให้แก่ผู้อื่นและสังคม เป็นต้น

ทัศนดังกล่าวของ เจ้าอาวาทวัดธรรมกาย เป็นเหตุให้ผู้รู้มากมายในพระพุทธศาสนาต้องวิ่งโล่ออกมาแก้ธรรมกันเป็นยกใหญ่ จากที่เห็นตามข่าวก็เช่น พระไพศาล วิสาโล หรือ พระพยอม กัลยาโณ..ซึ่งทั้งสองท่านชี้ให้เห็นถึงความผิดพลาดในการแสดงธรรมที่อันตรายในระดับการต้องอาบัติซึ่งเป็นเรื่องร้ายแรงในทางพระพุทธศาสนา

ซึ่งในประเด็นนี้ตัวผมเองมีทัศนว่า เป็นการสร้างความเข้มแข็งในเชิงนิกาย หมายถึง วัดธรมกายยังคงใช้วิธีการทางพระพุทธศาสนารูปแบบเดิมๆในทางนั้น ซึ่งตัวผมเองก็ไม่ได้เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ถึงขั้นจะฟันธงถึงความถูกต้องของข้อมูล ซึ่งจริงๆแล้วใครจะไปรู้ว่า วัดธรรมกายอาจพูดถูก แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับการขัดต่อข้อบัญญัติสูงสุดของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่เราควรปฏิเสธหลักดังกล่าวโดยเบื้องต้น

จากจุดนี้ไปผมขอวิจารณ์ส่วนตัวว่า การที่ธรรมกายออกมาแสดงธรรมบทดังกล่าวเป็นการสร้างบทบาทมายาลวง อันเป็นการสร้างความโน้มเอียงของเรื่องราวทุกเรื่องเข้าสู่ศูนย์กลางของลัทธิ ซึ่งนั่นเป็นภัยอย่างมากในทางพระพุทธศาสนา สิ่งสำคัญคือ ไม่ใช่ตราหน้าด่าพี่น้องผู้เป็นสาวกธรรมกาย หากแต่เราๆท่านๆ ควรเร่งรีบชี้ให้พี่น้องเหล่านั้นได้เห็นถึงความถูกต้องเชิงสัจจะ เป็นเป็นพุทธบัญญัติที่สำคัญ  เราไม่มีหน้าที่กล่าวหาหรือวิเคราะห์เชิงถูกหรือผิด แต่เราควรเร่งทำความเข้าใจให้ถูกต้องทั้งเนื้อหาและหลักการที่ดีในทางพระพุทธศาสนา เพื่อจะได้ไม่ถูกตราหน้าว่าเป็นเมืองพุทธกลายพันธุ์ในที่สุด

และอีกหนึ่งประเด็นที่จะไม่พูดถึงไม่ได้ คือผลกระทบ เชิงแบรนด์ เพราะการนำแบรนด์สินค้ามาอนุมานเข้ากับหลักธรรมโดยเบื้องต้นเราอาจมองไม่เห็นว่า Apple จะได้รับผลกระทบอย่างไร ซึ่งผลกระทบโดยตรงอาจจะไม่ชัด แต่ผลกระทบทางอ้อมคือ การไต่สวนเชิงความรู้สึกที่อาจเกิดขึ้นในใจของผู้ที่ชื่นชม สตีฟ จ๊อบส์ หรือผู้ที่ชื่นชม Apple ว่าเหตุใดพนักงานของApple ยังคงให้ความสำคัญกับชีวิตหลังความตายของสตีฟ จ็อปส์  ทำไมไม่เร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ แต่ทั้งนี้ประเด็นดังกล่าวยังมีผลกระทบน้อยมากสำหรับแบรนด์ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ของ Apple ยังคงให้ความสำคัญกับนวัตกรรมผลิตภัณฑ์มากกว่า

แต่ทั้งนี้บทเรียนดังกล่าวน่าจะเป็นกรณีศึกษาให้กับแบรนด์ไทย เพราะการเข้าใจบริบทความเหมาะสมจะทำให้แบรนด์ดำรงไว้ซึ่งความน่าเชื่อถือ และแบรนด์สินค้าหรือบริการไม่ควรนำตนเองไปเกี่ยวข้องกับศาสนาหรือการเมือง เพราะมีโอกาสเกิดการต่อต้านผลิตภัณฑ์ได้ง่าย……..

วิศรุต นุชพงษ์